เผยคนไทยไม่ล้างมือหลังขับถ่ายสูง

สำรวจพฤติกรรมล้างมือ พบปี 57 คนไทยไม่ล้างมือหลังขับถ่ายสูงถึง 88% สธ. ชี้ ล้างมือถูกวิธี 15 วินาที ช่วยลดเชื้อโรคได้ 90% แนะล้างมือ 2 ก่อน 5 หลัง ช่วยสกัดโรค

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 15 ต.ค. ของทุกปี ถูกกำหนดเป็นวันล้างมือโลก เพื่อสร้างวัฒนธรรมการล้างมือให้สะอาด ถูกสุขอนามัย เป็นวิธีการป้องกันโรคที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหารและโรคทางเดินหายใจ โดยข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่า แต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมประมาณร้อยละ 25 ส่วนประเทศไทย สำนักระบาดวิทยารายงานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 ก.ย. 2558 มีผู้ป่วยอุจจาระร่วง 828,206 คน เสียชีวิต 7 คน และมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 51,546 คน เสียชีวิต 25 คน

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ขณะนี้แม้ประชาชนจะให้ความสำคัญต่อการป้องกันโรคหลายรูปแบบ ทั้งใช้ผ้าปิดจมูก ใส่ถุงมือ และใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ฆ่าเชื้อ ฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อ แล้วก็ตาม แต่ยังให้ผลไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการล้างมือเพื่อให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีเพียง 15 วินาที สามารถลดเชื้อโรคได้ถึงร้อยละ 90 สธ. จึงมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนล้างมือด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่ เพื่อลดการป่วยจากโรคติดเชื้อ ให้ยึดหลักล้าง “2 ก่อน 5 หลัง” คือ ก่อนรับประทานอาหาร ก่อนเตรียมหรือปรุงอาหาร ล้างเข้าห้องน้ำ หลังหยิบจับ สัมผัสสิ่งสกปรก หลังเยี่ยมผู้ป่วย หลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง และหลังจากกลับจากนอกบ้าน โดยผลการสำรวจพฤติกรรมการล้างมือของคนไทยวัยทำงานอายุ 15 ขึ้นไป โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในปี 2557 พบว่า ไม่ได้ล้างมือหลังขับถ่ายสูงถึงร้อยละ 88

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. กล่าวว่า วันล้างมือโลกปีนี้ สธ .รณรงค์ให้ประชาชนไทยทุกคนหันมาใส่ใจล้างมือด้วยน้ำสบู่ทุกครั้ง และให้กรมอนามัยส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัด หน่วยงานราชการ ศูนย์การค้า ศูนย์อาหาร ตลาดสด เป็นต้น จัดสถานที่ อ่างล้างมือ และสบู่ล้างมือ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนล้างมือ มั่นใจว่า หากประชาชนทุกคนมีค่านิยมล้างมือจนติดเป็นนิสัยแล้ว จะทำให้การเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อ รวมทั้งจากพิษต่าง ๆ ลดลงในที่สุด ทั้งนี้ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ที่ถูกวิธี มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ฝ่ามือถูกัน 2. ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและถูซอกนิ้วมือ 4. หลังนิ้วถูฝ่ามือ 5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6. ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ 7. ถูรอบข้อมือ ทุกขั้นตอนให้ทำซ้ำกัน 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง จะทำให้มือสะอาด

ผู้ป่วยใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ป่วยใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย
แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วยและทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มี
อันตรายเช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้นก่อนการใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้ง การใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและ
ปลอดภัยเป็นหัวใจของการรักษาโรคซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร

ดังนั้นเราจึงควรรู้ถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อ ลดความเสี่ยงและได้รับประโยชน์จากการใช้ยาอย่างสูงที่สุดมี 5 ประการ ได้แก่
1. คุยกับแพทย์ เภสัชกร เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรา เช่น
• ท่านมีประวัติการแพ้ยาอะไรหรือไม่ ควรจำชื่อยาให้ได้ และแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าแพ้ยาชนิดใด
• ระหว่างนี้คุณได้รับประทานยาหรืออาหารเสริมอื่นๆร่วมอยู่ด้วยหรือไม่
• ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง เพราะยาบางตัวนั้นส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์หรือไหลออกมาพร้อมกับน้ำนมแม่ก็ได้
• คุณมีข้อจำกัดบางประการในการใช้ยา เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยาหรือกลืนยาได้ยาก แพทย์หรือเภสัชกรจะได้เปลี่ยนรูปแบบยาเพื่อให้สะดวกในการรับประทานมากขึ้น หรือมีอาชีพที่ต้องขับรถเดินทางไกล ทำงานกับเครื่องจักรซึ่งอันตราย จึงไม่สามารถทานยาที่ทำให้ง่วงได้
• หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้ละเอียด ซึ่งจะเป็นการหลีกเลี่ยงในการใช้ยาผิดๆได้
2. เมื่อได้รับยาแล้ว ควรทำความรู้จักกับยาที่ใช้ให้มากที่สุด เช่น
• จำชื่อสามัญทางยาและชื่อทางการค้าของยาให้ได้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่คุณแพ้ ลดการใช้ยาซ้ำซ้อนและได้รับยาเกินขนาด
• ให้จำลักษณะของยา เช่น สี กลิ่น รูปร่างของเม็ดยา เป็นต้น เมื่อสภาพของยาเปลี่ยนแปลงไปจากเริ่มแรก เช่น สีเปลี่ยน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าวเพราะยาเสื่อมสภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
• ฟังอธิบายการใช้ยาจากเภสัชกร เช่น รับประทานเวลาใด จำนวนเท่าไร และควรรับประทานต่อเนื่องนานแค่ไหนเมื่ออยู่ในสถานการณ์ใดที่ควรหยุดยาและผลข้างเคียงหลังจากรับประทานยา
3. อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำอธิบายอย่างเคร่งครัด
• ควรทำความเข้าใจวิธีการใช้ยาให้ดีและถูกต้อง หากไม่เข้าใจตรงส่วนไหนควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
• ควรอ่านฉลากยาอย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนการใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าได้รับประทานยาถูกต้อง
• เก็บยาในพื่นที่ที่เหมาะสมตามที่ระบุบนฉลากของยา
• ไม่ควรเก็บยาต่างชนิดกันไว้ในภาชนะเดียวกัน เพราะอาจเกิดการปนเปื้อน ควรหาถุงแยกออกจากกันและไม่ควรเก็บยาสำหรับใช้ภายในและภายนอกไว้ใกล้เคียงกัน เพราะอาจเกิดการสันสบในการใช้ได้
4. หลีกเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างกันของยา
• ถามแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญว่ายาที่คุณรับประทาน มีปฏิกิริยาระหว่างยา อาหาร เครื่องดื่ม หรือ อาหารเสริมหรือไม่
• ทุกครั้งที่จะได้รับยามาใหม่ ควรนำยาเดิมที่รับประทานอยู่ ไปแสดงให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ตรวจสอบและจัดยาใหม่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกันและได้ยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
5. ตรวจสอบผลของยาที่จะเกิดขึ้นและอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
• ควรทราบวิธีการใช้ยา เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นควรรับประทานยาหลังรับประทานอาหารทันที เพื่อลดอาการปวดท้อง
• ให้ความสำคัญกับอาการต่างๆของร่างกาย หากมีสิ่งใดผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
• รู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
แม้ว่าการใช้ยามีอันตรายควบคู่ไปกับคุณประโยชน์ แต่การปฏิบัติตนเพื่อลดอันตรายจากการใช้ยาสามารถทำได้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้จริง แต่ประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งและควรระลึกไว้เสมอว่าการที่ท่านมีส่วนร่วมกับแพทย์ เภสัชกร
และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ยาของตัวท่านเองอย่างใกล้ชิดจะทำให้ท่านมีความปลอดภัยในการใช้ยามากยิ่งขึ้น

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง
ในปัจจุบันมีประชากรหลายล้านคนทั่วโลกเป็นโรคความดันโลหิตสูง สำหรับประเทศไทยจากข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
สถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข นั้นคาดว่าจะมีผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งประมาณ70% ของ
คนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อน
การทำลายของอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้ เช่น หัวใจ สมองไต หลอดเลือดและตา เป็นต้น ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีอาการอย่างไร
อาการสำคัญที่พบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง คือเหนื่อยง่ายเจ็บหน้าอก ปวดศีรษะโดยทั่วไปจะปวดบริเวณท้ายทอยและมักจะเป็นในตอนเช้า
ถ้าความดันโลหิตสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการคลื่นไส้และตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เลือดกำเดาออก
เมื่อเกิดอาการผิดปกติจึงควรปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าพบความดันโลหิตสูงมากจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
ซึ่งเมื่อความดันโลหิตลดลงมาเป็นปกติอาการดังกล่าวก็จะหายไป
ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง
• ผู้ที่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานมาก่อน
• โรคครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดร่วมกับการตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะลดลงภายหลังจากการคลอด
• โรคไต เช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด
• ใช้ยาคุมกำเนิดในสุภาพสตรีบางคน ความดันโลหิตจะกลับสู่ปกติเมื่อหยุดใช้ยา
• มีความเครียดและวิตกกังวลมากจนเกินไป

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
1. การควบคุมอาหาร
การลดน้ำหนัก สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย
• หลีกเลี่ยงอาหารทอด ไขมันสูง ให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
• รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
• หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเข็ม หรืออาหารที่มีรสชาติเค็มมากจนเกินไป
2.  ไม่่เครียด พยายามทำจิตใจให้สงบอย่างมีสติและผ่อนคลายต่อสภาวะความเครียด ทั้งในสภาพแวดล้อมต่างๆหรือที่ทำงานซึ่งบางครั้งเราเองนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือหลีกเลี่ยงได้
3. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หากเกิดอาการหรือผลข้างเคียงจากยาควรปรึกษาแพทย์ทันทีแพทย์จะได้ ลดขนาดยาหรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมได้
4.  ออกกำลังกายแต่พอประมาณ การออกกำลังกาย20-30นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้นก่อนออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวผู้ป่วยเองมากยิ่งขึ้น
5. ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ
และควรจดบันทึกค่าต่างๆไว้ด้วย เช่น วันที่ได้ทำการวัดความดัน ค่าความดัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้แก่ท่านต่อไป

โรคเบาหวาน

 โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus)

ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วย โรคเบาหวาน นี้มากถึง 2-3 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดย โรคเบาหวาน จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามคนไทย พบได้ในทุกช่วงวัยโดยคนวัยกลางอายุ๔๐ปีขึ้นไปมีอัตราการพบสูงสุด อย่างไรก็ตาม
มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานแต่ไมรู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ป่วยได้ปล่อยให้โรคลุกลามจนอาจ
นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ดังนั้น วันนี้ลองมาสำรวจดูว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ พร้อมๆกับทำความเข้าใจโรคเบาหวานนี้กันอย่างถูกต้อง
โรคเบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมน”ฮอร์โมนอินซูลิน” (Insulin) ไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง
เกินฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดโรคเบาหวานคืออะไร ? โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่รักษายังไม่หายขาด และเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยลูกหลานที่มีพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน สูงกว่าคนปกติถึง 50% ซึ่งนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหาร วิถีการดำเนินชีวิต การออกกำลังกาย ล้วนแล้วแต่มีส่วน
สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานด้วย ประเภทของเบาหวาน  แบ่งตามสาเหตุได้ 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ 1.เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง
เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายต่อต้านการสร้างอินซูลินของตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็ก
และคนอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่ก็อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง อาการของโรคจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีรูปร่างค่อนข้างผอม ดังนั้นผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว ซึ่งถ้าขาดการรักษาด้วยอินซูลินจะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน
ชนิดเฉียบพลันได้ 2.เป็นเบาหวานชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากพบในอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน(โดยกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม) โดยตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ทำงานไม่เป็นปกติ จึงไม่เพียงพอกับ
ความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีน้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็นเบาหวานได้ อาการของโรคจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการเลย
ซึ่งผู้ป่วยจะมีรูปร่างอ้วนหรือปกติก็ได้และมักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานชัดเจน
อาการเบื้องต้นของเบาหวาน

ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเบื้องต้นคือ

1.ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดลง
2.มีอาการที่สงสัยว่าเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น ตามัว แผลหายช้า ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือผิวหนังบ่อยๆ
3.อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง
ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจกลับมามีชีวิตเหมือนคนปกติได้
แต่ถ้าหากรักษาไม่ดีพอก็อาจเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้เช่นเดียวกัน
2. การควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนัก สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากในรายที่เป็นไม่มากนัก ถ้าปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้อาจหายจากโรคเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหาร ดังต่อไปนี้

• ลดการกินอาหารที่มีน้ำตาลและของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวาน น้ำอัดลม แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป
• ลดการกินอาหารพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หันไปกินอาหารพวกโปรตีน นม ไข่ รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้
ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น
• ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น
• หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจุกจิกและไม่ตรงเวลา
• หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูงด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม
3.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เช่น เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน ทำกายบริหาร เป็นต้น

โรคฉี่หนู

โรคฉี่หนู, ไข้ฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (อังกฤษ: leptospirosis) เป็นโรครับจากสัตว์ชนิดหนึ่ง สามารถติดโรคได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น แต่พบมากในหนู ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค ส่วนมากสัตว์ที่ไวต่อการรับเชื้อมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุน้อย หรือลูกสัตว์ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มาก่อน มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อหนาว มีน้ำขัง

สาเหตุ

โรคเล็ปโตสไปโรซิส มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ชื่อ เล็บโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งมีความหลากหลายทางซีโรวิทยามากกว่า 200 ซีโรวาร์ (serovars) เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในท่อหลอดไตของสัตว์ได้หลายชนิด โดยมีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด บางซีโรวาร์มีความจำเพาะกับสัตว์บางชนิด เชื้อสามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนหลังจากถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อ สัตว์อื่นๆที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุกร โค กระบือ สุนัข แรคคูณ โดยที่สัตว์อาจจะไม่มีอาการแต่สามารถปล่อยเชื้อได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตสัตว์ จากการสำรวจเมื่อปีพ.ศ. 2540 โดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ พบภูมิคุ้มกันใน ควาย 31% โค 28.25% แพะแกะ 27.35% สุกร 2.15%

อาการและอาการแสดง

อาการและอาการแสดงของโรคเล็ปโตสไปโรซิสนั้นมีได้ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต กว่า 90% ของผู้มีอาการจะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ส่วนเล็ปโตสไปโรซิสที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10% ของผู้ติดเชื้อ

โรคเล็ปโตสไปโรซิสแบบไม่เหลือง (anicteric leptospirosis) แบ่งเป็น 2 ระยะ

ระยะมีเชื้อในเลือด (leptospiremic phase) ระยะนี้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งในโรคเล็ปโตสไปโรซิสจะมีลักษณะเฉพาะคือ ปวดบริเวณน่อง หลัง และหน้าท้อง ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการปวดศีรษะมาก โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าหรือหลังเบ้าตา อาการอื่นๆที่อาจพบได้ ได้แก่ เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก ผื่น สับสน ไอเป็นเลือด อาการแสดงที่อาจตรวจพบ ได้แก่ เยื่อบุตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต คอแดง กดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ ตับม้ามโต อาจพบอาการดีซ่านได้เล็กน้อย อาการในระยะนี้จะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ช่วงที่ไม่มีอาการจะนาน 1-3 วัน ก่อนจะเข้าสู่ระยะที่สอง

ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (leptospiruric phase) ระยะนี้เป็นผลมาจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาการและอาการแสดงมีความจำเพาะและความรุนแรงน้อยกว่าในระยะแรก ลักษณะที่สำคัญของโรคในระยะนี้คือ กว่า 15% ของผู้ป่วยจะมีอาการและอาการแสดงของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ (aseptic meningitis) ส่วนใหญ่พบในเด็ก ซึ่งอาจหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรืออาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์ สำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ มักเกิดตามหลังอาการเริ่มแรกของโรคนานหลายเดือน และคงอยู่ได้นานเป็นปี

โรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง (severe leptospirosis)

โรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง หรือกลุ่มอาการเวล (Weil’s Syndrome) กลุ่มอาการนี้มีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 5-15% พบได้เป็นพิเศษในการติดเชื้อในซีโรวาร์ อิกเทอโรฮีมอราเจียอี/โคเปนเฮเกไน (icterohaemorrhagiae/copenhageni) อาการในระยะเริ่มแรกไม่ต่างจากโรคเล็ปโตสไปโรซิสแบบไม่เหลือง แต่ไม่มีลักษณะที่แบ่งออกเป็นสองระยะชัดเจน มักแสดงอาการรุนแรงใน 4-9 วันหลังจากเริ่มมีอาการ ประกอบด้วย

  • อาการดีซ่าน ที่พบในกลุ่มอาการเวล จะมีลักษณะเหลืองมากจนแทบเป็นสีส้มเมื่อสังเกตทางผิวหนัง มักพบตับโตร่วมกับกดเจ็บ ประมาณ 20% ของผู้ติดเชื้อมีอาการม้ามโตร่วมด้วย มีไม่มากนักที่เสียชีวิตจากภาวะตับวาย
  • ไตวายเฉียบพลัน
  • อาการทางปอด เช่น ไอ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย จนถึงระบบหายใจล้มเหลว
  • ความผิดปกติทางระบบการแข็งตัวของเลือด มีตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น เลือดกำเดา จ้ำเลือดตามผิวหนัง ไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในช่องเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น
  • อาการอื่นๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อลายสลายตัว เม็ดเลือดแดงแตก เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอ่อนอักเสบรุนแรง ภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ เป็นต้น

การดำเนินโรค

โรคเล็ปโตสไปโรซิส ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เช่น

  • การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
  • การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะ หรือ ของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
  • เข้าผ่านเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา และปาก
  • ไชเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน
  • ไชเข้าทางผิวหนังปกติที่เปียกชุ่มจากการแช่น้ำนานๆ

ระยะฟักตัวของโรคใช้เวลา 1-2 สัปดาห์แต่อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์ แบ่งเป็นระยะมีเชื้อในเลือด (leptospiremic phase) ซึ่งจะเริ่มแสดงอาการและส่วนใหญ่จะหายไปเองใน 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีก 1-3 วันจะเข้าสู่ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (leptospiruric phase) ผู้ป่วยบางส่วนจะแสดงอาการอีกครั้ง ประมาณ 5-10% ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการของโรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง

โรคเล็ปโตสไปโรซิสแพร่กระจายและเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงปลายฤดูฝน พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในธรรมชาติ พบโรคนี้ได้มากตามจังหวัดที่ทำการปลูกข้าว บริเวณที่ต้องย่ำน้ำ หรือแหล่งน้ำขังที่มีพาหะนำโรคชุกชุม อาจรวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้วย

กลุ่มประชากรบางกลุ่มถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค ได้แก่

  • สัตวแพทย์
  • ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง
  • การนันทนาการและกีฬาทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือแคนู วินด์เซิร์ฟ สกีน้ำ ไตรกีฬา ฯลฯ

การป้องกัน

การป้องกัน ควรเริ่มจากการให้ความรู้ด้านสุขศึกษาแก่ กลุ่มเสี่ยง ซึ่งการป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. กำจัดหนู
  2. ควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ต ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อผ้า
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะ ของโรคดังกล่าว
  4. หลีกเลียงการว่ายน้ำที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
  5. หลีกเลี่ยงไม่ไปสัมผัสปัสสาวะโค กระบือ หนู สุกร และไม่ใช้แหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปล่อยค้างคืน โดยไม่มีภาชนะปกปิด เป็นต้น
  6. หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำหรือต้องลุยน้ำ ลุยโคลนเป็นเวลานานๆ
  7. รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากแช่ หรือ ยำลงไปในแหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ

การรักษา

โรคเล็ปโตสไปโรซิสสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้

ระดับความรุนแรง
สูตรยา
ไม่รุนแรง
ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) , 100 มิลลิกรัม รับประทาน วันละ 2 ครั้ง หรือ

แอมพิซิลลิน (ampicillin) , 500-750 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำ วันละ 4 ครั้ง หรือ

อะม็อกซิซิลลิน (amoxicillin) , 500 มิลลิกรัม รับประทาน วันละ 4 ครั้ง
รุนแรงปานกลางถึงมาก
เพนนิซิลลิน จี (penicillin G) , 1.5 ล้านยูนิต ทางหลอดเลือดดำ วันละ 4 ครั้ง หรือ

แอมพิซิลลิน (ampicillin) , 1 กรัม ทางหลอดเลือดดำ วันละ 4 ครั้ง หรือ

อะม็อกซิซิลลิน (amoxicillin) , 1 กรัม รับประทาน วันละ 4 ครั้ง หรือ

อีริโธรไมซิน (erythromycin) , 500 มิลลิกรัม รับประทาน วันละ 4 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมียาในกลุ่มเซฟาโลสปอรินตัวใหม่ๆ อีกหลายตัวที่สามารถต้านเชื้อเล็ปโตสไปโรซิสได้ในห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีการผลการรักษาทางคลินิกที่แน่ชัด