เผยคนไทยไม่ล้างมือหลังขับถ่ายสูง

สำรวจพฤติกรรมล้างมือ พบปี 57 คนไทยไม่ล้างมือหลังขับถ่ายสูงถึง 88% สธ. ชี้ ล้างมือถูกวิธี 15 วินาที ช่วยลดเชื้อโรคได้ 90% แนะล้างมือ 2 ก่อน 5 หลัง ช่วยสกัดโรค

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 15 ต.ค. ของทุกปี ถูกกำหนดเป็นวันล้างมือโลก เพื่อสร้างวัฒนธรรมการล้างมือให้สะอาด ถูกสุขอนามัย เป็นวิธีการป้องกันโรคที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหารและโรคทางเดินหายใจ โดยข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่า แต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมประมาณร้อยละ 25 ส่วนประเทศไทย สำนักระบาดวิทยารายงานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 ก.ย. 2558 มีผู้ป่วยอุจจาระร่วง 828,206 คน เสียชีวิต 7 คน และมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 51,546 คน เสียชีวิต 25 คน

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ขณะนี้แม้ประชาชนจะให้ความสำคัญต่อการป้องกันโรคหลายรูปแบบ ทั้งใช้ผ้าปิดจมูก ใส่ถุงมือ และใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ฆ่าเชื้อ ฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อ แล้วก็ตาม แต่ยังให้ผลไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการล้างมือเพื่อให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีเพียง 15 วินาที สามารถลดเชื้อโรคได้ถึงร้อยละ 90 สธ. จึงมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนล้างมือด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่ เพื่อลดการป่วยจากโรคติดเชื้อ ให้ยึดหลักล้าง “2 ก่อน 5 หลัง” คือ ก่อนรับประทานอาหาร ก่อนเตรียมหรือปรุงอาหาร ล้างเข้าห้องน้ำ หลังหยิบจับ สัมผัสสิ่งสกปรก หลังเยี่ยมผู้ป่วย หลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง และหลังจากกลับจากนอกบ้าน โดยผลการสำรวจพฤติกรรมการล้างมือของคนไทยวัยทำงานอายุ 15 ขึ้นไป โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในปี 2557 พบว่า ไม่ได้ล้างมือหลังขับถ่ายสูงถึงร้อยละ 88

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. กล่าวว่า วันล้างมือโลกปีนี้ สธ .รณรงค์ให้ประชาชนไทยทุกคนหันมาใส่ใจล้างมือด้วยน้ำสบู่ทุกครั้ง และให้กรมอนามัยส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัด หน่วยงานราชการ ศูนย์การค้า ศูนย์อาหาร ตลาดสด เป็นต้น จัดสถานที่ อ่างล้างมือ และสบู่ล้างมือ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนล้างมือ มั่นใจว่า หากประชาชนทุกคนมีค่านิยมล้างมือจนติดเป็นนิสัยแล้ว จะทำให้การเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อ รวมทั้งจากพิษต่าง ๆ ลดลงในที่สุด ทั้งนี้ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ที่ถูกวิธี มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ฝ่ามือถูกัน 2. ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและถูซอกนิ้วมือ 4. หลังนิ้วถูฝ่ามือ 5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6. ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ 7. ถูรอบข้อมือ ทุกขั้นตอนให้ทำซ้ำกัน 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง จะทำให้มือสะอาด

ผู้ป่วยใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ป่วยใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย
แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วยและทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มี
อันตรายเช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้นก่อนการใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้ง การใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและ
ปลอดภัยเป็นหัวใจของการรักษาโรคซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร

ดังนั้นเราจึงควรรู้ถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อ ลดความเสี่ยงและได้รับประโยชน์จากการใช้ยาอย่างสูงที่สุดมี 5 ประการ ได้แก่
1. คุยกับแพทย์ เภสัชกร เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรา เช่น
• ท่านมีประวัติการแพ้ยาอะไรหรือไม่ ควรจำชื่อยาให้ได้ และแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าแพ้ยาชนิดใด
• ระหว่างนี้คุณได้รับประทานยาหรืออาหารเสริมอื่นๆร่วมอยู่ด้วยหรือไม่
• ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง เพราะยาบางตัวนั้นส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์หรือไหลออกมาพร้อมกับน้ำนมแม่ก็ได้
• คุณมีข้อจำกัดบางประการในการใช้ยา เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยาหรือกลืนยาได้ยาก แพทย์หรือเภสัชกรจะได้เปลี่ยนรูปแบบยาเพื่อให้สะดวกในการรับประทานมากขึ้น หรือมีอาชีพที่ต้องขับรถเดินทางไกล ทำงานกับเครื่องจักรซึ่งอันตราย จึงไม่สามารถทานยาที่ทำให้ง่วงได้
• หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้ละเอียด ซึ่งจะเป็นการหลีกเลี่ยงในการใช้ยาผิดๆได้
2. เมื่อได้รับยาแล้ว ควรทำความรู้จักกับยาที่ใช้ให้มากที่สุด เช่น
• จำชื่อสามัญทางยาและชื่อทางการค้าของยาให้ได้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่คุณแพ้ ลดการใช้ยาซ้ำซ้อนและได้รับยาเกินขนาด
• ให้จำลักษณะของยา เช่น สี กลิ่น รูปร่างของเม็ดยา เป็นต้น เมื่อสภาพของยาเปลี่ยนแปลงไปจากเริ่มแรก เช่น สีเปลี่ยน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าวเพราะยาเสื่อมสภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
• ฟังอธิบายการใช้ยาจากเภสัชกร เช่น รับประทานเวลาใด จำนวนเท่าไร และควรรับประทานต่อเนื่องนานแค่ไหนเมื่ออยู่ในสถานการณ์ใดที่ควรหยุดยาและผลข้างเคียงหลังจากรับประทานยา
3. อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำอธิบายอย่างเคร่งครัด
• ควรทำความเข้าใจวิธีการใช้ยาให้ดีและถูกต้อง หากไม่เข้าใจตรงส่วนไหนควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
• ควรอ่านฉลากยาอย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนการใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าได้รับประทานยาถูกต้อง
• เก็บยาในพื่นที่ที่เหมาะสมตามที่ระบุบนฉลากของยา
• ไม่ควรเก็บยาต่างชนิดกันไว้ในภาชนะเดียวกัน เพราะอาจเกิดการปนเปื้อน ควรหาถุงแยกออกจากกันและไม่ควรเก็บยาสำหรับใช้ภายในและภายนอกไว้ใกล้เคียงกัน เพราะอาจเกิดการสันสบในการใช้ได้
4. หลีกเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างกันของยา
• ถามแพทย์ เภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญว่ายาที่คุณรับประทาน มีปฏิกิริยาระหว่างยา อาหาร เครื่องดื่ม หรือ อาหารเสริมหรือไม่
• ทุกครั้งที่จะได้รับยามาใหม่ ควรนำยาเดิมที่รับประทานอยู่ ไปแสดงให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ตรวจสอบและจัดยาใหม่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกันและได้ยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
5. ตรวจสอบผลของยาที่จะเกิดขึ้นและอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
• ควรทราบวิธีการใช้ยา เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นควรรับประทานยาหลังรับประทานอาหารทันที เพื่อลดอาการปวดท้อง
• ให้ความสำคัญกับอาการต่างๆของร่างกาย หากมีสิ่งใดผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
• รู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
แม้ว่าการใช้ยามีอันตรายควบคู่ไปกับคุณประโยชน์ แต่การปฏิบัติตนเพื่อลดอันตรายจากการใช้ยาสามารถทำได้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้จริง แต่ประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งและควรระลึกไว้เสมอว่าการที่ท่านมีส่วนร่วมกับแพทย์ เภสัชกร
และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ยาของตัวท่านเองอย่างใกล้ชิดจะทำให้ท่านมีความปลอดภัยในการใช้ยามากยิ่งขึ้น

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง
ในปัจจุบันมีประชากรหลายล้านคนทั่วโลกเป็นโรคความดันโลหิตสูง สำหรับประเทศไทยจากข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
สถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข นั้นคาดว่าจะมีผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งประมาณ70% ของ
คนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อน
การทำลายของอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้ เช่น หัวใจ สมองไต หลอดเลือดและตา เป็นต้น ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีอาการอย่างไร
อาการสำคัญที่พบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง คือเหนื่อยง่ายเจ็บหน้าอก ปวดศีรษะโดยทั่วไปจะปวดบริเวณท้ายทอยและมักจะเป็นในตอนเช้า
ถ้าความดันโลหิตสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการคลื่นไส้และตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เลือดกำเดาออก
เมื่อเกิดอาการผิดปกติจึงควรปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าพบความดันโลหิตสูงมากจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
ซึ่งเมื่อความดันโลหิตลดลงมาเป็นปกติอาการดังกล่าวก็จะหายไป
ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง
• ผู้ที่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานมาก่อน
• โรคครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดร่วมกับการตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะลดลงภายหลังจากการคลอด
• โรคไต เช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด
• ใช้ยาคุมกำเนิดในสุภาพสตรีบางคน ความดันโลหิตจะกลับสู่ปกติเมื่อหยุดใช้ยา
• มีความเครียดและวิตกกังวลมากจนเกินไป

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
1. การควบคุมอาหาร
การลดน้ำหนัก สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย
• หลีกเลี่ยงอาหารทอด ไขมันสูง ให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
• รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
• หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเข็ม หรืออาหารที่มีรสชาติเค็มมากจนเกินไป
2.  ไม่่เครียด พยายามทำจิตใจให้สงบอย่างมีสติและผ่อนคลายต่อสภาวะความเครียด ทั้งในสภาพแวดล้อมต่างๆหรือที่ทำงานซึ่งบางครั้งเราเองนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือหลีกเลี่ยงได้
3. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หากเกิดอาการหรือผลข้างเคียงจากยาควรปรึกษาแพทย์ทันทีแพทย์จะได้ ลดขนาดยาหรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมได้
4.  ออกกำลังกายแต่พอประมาณ การออกกำลังกาย20-30นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้นก่อนออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวผู้ป่วยเองมากยิ่งขึ้น
5. ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ
และควรจดบันทึกค่าต่างๆไว้ด้วย เช่น วันที่ได้ทำการวัดความดัน ค่าความดัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้แก่ท่านต่อไป

โรคเบาหวาน

 โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus)

ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วย โรคเบาหวาน นี้มากถึง 2-3 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดย โรคเบาหวาน จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามคนไทย พบได้ในทุกช่วงวัยโดยคนวัยกลางอายุ๔๐ปีขึ้นไปมีอัตราการพบสูงสุด อย่างไรก็ตาม
มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานแต่ไมรู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ป่วยได้ปล่อยให้โรคลุกลามจนอาจ
นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ดังนั้น วันนี้ลองมาสำรวจดูว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ พร้อมๆกับทำความเข้าใจโรคเบาหวานนี้กันอย่างถูกต้อง
โรคเบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมน”ฮอร์โมนอินซูลิน” (Insulin) ไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง
เกินฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดโรคเบาหวานคืออะไร ? โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่รักษายังไม่หายขาด และเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยลูกหลานที่มีพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน สูงกว่าคนปกติถึง 50% ซึ่งนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหาร วิถีการดำเนินชีวิต การออกกำลังกาย ล้วนแล้วแต่มีส่วน
สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานด้วย ประเภทของเบาหวาน  แบ่งตามสาเหตุได้ 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ 1.เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง
เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายต่อต้านการสร้างอินซูลินของตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็ก
และคนอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่ก็อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง อาการของโรคจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีรูปร่างค่อนข้างผอม ดังนั้นผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว ซึ่งถ้าขาดการรักษาด้วยอินซูลินจะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน
ชนิดเฉียบพลันได้ 2.เป็นเบาหวานชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากพบในอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน(โดยกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม) โดยตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ทำงานไม่เป็นปกติ จึงไม่เพียงพอกับ
ความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีน้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็นเบาหวานได้ อาการของโรคจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการเลย
ซึ่งผู้ป่วยจะมีรูปร่างอ้วนหรือปกติก็ได้และมักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานชัดเจน
อาการเบื้องต้นของเบาหวาน

ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเบื้องต้นคือ

1.ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดลง
2.มีอาการที่สงสัยว่าเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น ตามัว แผลหายช้า ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือผิวหนังบ่อยๆ
3.อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง
ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจกลับมามีชีวิตเหมือนคนปกติได้
แต่ถ้าหากรักษาไม่ดีพอก็อาจเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้เช่นเดียวกัน
2. การควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนัก สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากในรายที่เป็นไม่มากนัก ถ้าปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้อาจหายจากโรคเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหาร ดังต่อไปนี้

• ลดการกินอาหารที่มีน้ำตาลและของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวาน น้ำอัดลม แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป
• ลดการกินอาหารพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หันไปกินอาหารพวกโปรตีน นม ไข่ รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้
ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น
• ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น
• หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจุกจิกและไม่ตรงเวลา
• หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูงด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม
3.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เช่น เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน ทำกายบริหาร เป็นต้น